คุณเคยเห็นชื่อแม่ขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ แล้วใจหายวาบก่อนจะกดรับ เพราะกลัวว่าจะเป็นเรื่องเงินอีกครั้งไหม?
เมื่อพ่อแม่ขอเงิน แล้วคุณต้องกลั้นหายใจก่อนตอบ
สมมติคุณอายุ 32 ปี เงินเดือน 38,000 บาท ทุกต้นเดือนโอนให้ที่บ้าน 10,000 บาท จ่ายค่าเช่าห้อง 8,500 บาท ผ่อนบัตรเครดิตอีก 4,000 บาท เงินที่เหลือต้องใช้ให้พอทั้งเดือนโดยไม่มีเงินเก็บสักบาท
แล้ววันที่ 18 แม่โทรมาบอกว่าหลังคาบ้านรั่ว ช่างตีราคา 15,000 บาท คุณตอบว่า "ได้แม่ เดี๋ยวโอนให้" ทั้งที่ในบัญชีเหลือ 6,200 บาท คืนนั้นคุณกดเงินสดจากบัตรเครดิตอีก 8,800 บาทมาโอนให้ครบ แล้วนอนคำนวณดอกเบี้ยจนเกือบเช้า
อีกบ้านหนึ่ง สมมติคุณเป็นพี่คนโตในพี่น้อง 3 คน ส่งเงินให้พ่อแม่เดือนละ 12,000 บาทมา 7 ปีเต็ม รวมแล้วเกิน 1,000,000 บาท ขณะที่เงินเก็บของตัวเองมีไม่ถึง 30,000 บาท น้องอีกสองคนไม่เคยถูกถามเรื่องนี้ เพราะทั้งบ้านเข้าใจตรงกันไปแล้วว่า พี่คนโตรับไหว
ถ้าอ่านแล้วเห็นตัวเองอยู่ในนั้น คุณน่าจะคุ้นกับอาการพวกนี้
- เปิดแอปธนาคารดูยอดเงินก่อนโทรกลับหาที่บ้านทุกครั้ง
- โอนเงินไปก่อน แล้วค่อยมานั่งคิดทีหลังว่าเดือนนี้จะอยู่ยังไง
- ไม่กล้าบอกใครว่าตัวเองไม่มีเงินเก็บ เพราะกลัวถูกมองว่าเห็นแก่ตัว
- รู้สึกผิดทั้งตอนที่ให้ และตอนที่คิดจะไม่ให้
สิ่งที่เสียไปมากกว่าเงิน
ให้จนหมดหน้าตักทุกเดือน ก็เท่ากับยืมเงินตัวเองในอนาคตมาใช้ก่อน เงินฉุกเฉินก็เลยไม่เคยได้เริ่ม เงินเกษียณยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถ้าเดือนไหนตกงานหรือป่วยขึ้นมา ก็ไม่มีอะไรรองรับ
ถ้าคนที่แบกทั้งบ้านล้มลง พ่อแม่ที่คุณตั้งใจดูแลก็ลำบากไปด้วย
และถ้าวันหนึ่งคุณแก่ตัวลงโดยไม่มีเงินเก็บ คนที่ต้องรับช่วงต่อก็คือคนรุ่นถัดไปในบ้าน เรื่องที่เริ่มจากความรักก็วนกลับมาที่เดิมอีกรุ่นหนึ่ง ทั้งที่ไม่มีใครในบ้านอยากให้เป็นแบบนั้น
นี่ไม่ใช่ความผิดของคุณ
อาการใจหายเมื่อพ่อแม่ขอเงิน ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นลูกอกตัญญู มันกำลังบอกว่าเงินเดือนก้อนเดียวของคุณแบกสองบ้านอยู่ และแบกมานานเกินไปแล้ว
เราโตมากับคำสอนว่าลูกที่ดีต้องตอบแทนบุญคุณ แต่ไม่มีใครสอนว่าต้องตอบแทนเท่าไร นานแค่ไหน และต้องเหลือไว้ให้ตัวเองเท่าไร พอไม่มีใครบอกตัวเลข คนที่ใจอ่อนกับที่บ้านที่สุดก็กลายเป็นคนที่จ่ายหนักที่สุด
ฝั่งพ่อแม่เองก็ไม่ได้เป็นผู้ร้าย หลายท่านทำงานหนักมาทั้งชีวิตโดยไม่เคยมีใครชวนคุยเรื่องแผนเกษียณ ลูกก็เลยเป็นแผนเดียวที่ท่านมี เรื่องนี้โทษใครไม่ได้ ทั้งบ้านแค่ยังไม่เคยนั่งคุยและวาง ระบบเรื่องเงินร่วมกัน สักครั้ง
ทำไมคำแนะนำที่ได้ยินบ่อยถึงไม่ได้ผล
คุณน่าจะเคยได้ยินสามประโยคนี้มาแล้ว
- "ให้ไปเถอะ เดี๋ยวบุญก็กลับมาเอง" ฟังแล้วอุ่นใจ แต่ไม่ได้ช่วยให้เงินในบัญชีพอใช้ถึงสิ้นเดือน
- "ก็ปฏิเสธไปสิ" พูดง่าย แต่ความรู้สึกผิดหลังวางสายมักหนักกว่าเงินที่ไม่ได้โอน
- "หารายได้เพิ่มสิ" ช่วยได้ชั่วคราว เพราะเมื่อไม่มีเพดาน รายได้ที่เพิ่มขึ้นก็ไหลออกทางเดิม
สามข้อนี้ขาดอย่างเดียวกัน คือไม่มีข้อไหนบอกว่าควรให้เท่าไร ถึงจะรอดไปด้วยกันทั้งบ้าน
มุมมองใหม่ ดูแลตัวเองให้ยืนได้ก่อน
รักได้ไม่ต้องจน เล่ม 1: ลูกกตัญญูที่ไม่จน โดย นลิน จิรพงษ์ ใช้หลักเดียวกับคำแนะนำความปลอดภัยบนเครื่องบิน คือ ใส่หน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองก่อน แล้วค่อยช่วยคนข้างๆ เพราะคนที่ขาดอากาศไปก่อนช่วยใครไม่ได้ ต่อให้รักเขาแค่ไหนก็ตาม
อ่านเล่มนี้จบ คุณยังดูแลพ่อแม่เหมือนเดิม และท่านก็ขอได้เหมือนเดิม ที่เปลี่ยนคือคุณจะเลิกให้เพราะโดนกดดันตรงหน้า แล้วหันมาให้ตามแผนที่คุณวางไว้เอง
- รู้ว่าแต่ละเดือนให้ได้เท่าไร โดยไม่ต้องกดบัตรเครดิต
- รู้ว่าเงินก้อนไหนมีหน้าที่อะไร และก้อนไหนห้ามแตะ
- รู้ว่าจะพูดกับท่านยังไง ให้ท่านยังรู้ว่าคุณรัก
เล่มนี้เป็นเล่มแรกของซีรีส์ รักได้ไม่ต้องจน และมีอยู่ในห้องสมุดของหอสมุดแห่งชาติกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง
ของห้าอย่างที่หยิบไปใช้กับที่บ้านได้มีตามนี้
📖 สิ่งที่คุณจะได้จากเล่มนี้
บทเรียนที่โรงเรียนไม่เคยสอน
ระบบ 3 บัญชี
รู้ทันทีว่าเดือนนี้ให้ที่บ้านได้เท่าไร เพราะเงินฉุกเฉิน เงินอนาคต และเงินส่งบ้านถูกแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด ไม่ต้องควักเงินเก็บหรือกดบัตรเครดิตมาโปะ
แยกความรู้สึกผิดของจริงกับของปลอม
หยุดตัดสินใจเรื่องเงินเพราะกลัวเป็นลูกไม่ดี เมื่อมองออกว่าความรู้สึกผิดก้อนไหนมาจากสิ่งที่ทำผิดจริง และก้อนไหนถูกสังคมปลูกฝังมา
บทพูดเจรจาเรื่องเงินกับพ่อแม่
ปฏิเสธหรือตั้งวงเงินได้โดยที่ท่านยังรู้ว่าคุณรัก ด้วยประโยคสำเร็จรูปที่หยิบไปพูดได้จริง
รับมือเมื่อโดนทวงบุญคุณ
คุมอารมณ์ได้เมื่อเจอคำพูดแทงใจ มีขั้นตอนให้ทำตามแทนการโต้กลับหรือยอมโอนเพื่อให้เรื่องจบ
แผนดูแลพ่อแม่ระยะยาว
เตรียมเรื่องประกันสุขภาพไว้ก่อนวันที่ท่านป่วย และชวนพี่น้องมาแบ่งภาระอย่างยุติธรรม
📚 มีในห้องสมุดขององค์กรและสถาบัน
🎯 หนังสือเล่มนี้เหมาะกับคุณถ้า...
เช็กตัวเองก่อนซื้อ
คุณเป็นคนเดียวในบ้านที่รับค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ และทุกสิ้นเดือนไม่เหลือเงินเก็บให้ตัวเอง
คุณยังพอไหว แต่อยากตั้งเพดานเงินส่งบ้านให้ชัดก่อนที่พ่อแม่จะเกษียณหรือเริ่มป่วย
คุณกำลังจะแต่งงานหรือมีลูก และเริ่มกังวลว่าจะดูแลสองครอบครัวพร้อมกันยังไง
💡 อ่านจบแล้วคุณจะ...
จากเดิมที่โอนไปก่อนแล้วค่อยกังวลทีหลัง ครั้งต่อไปที่ชื่อแม่ขึ้นบนหน้าจอ คุณจะกดรับโดยมีตัวเลขในใจอยู่แล้วว่าเดือนนี้ช่วยได้แค่ไหน และมีประโยคที่จะพูดกับท่านเตรียมไว้
ครั้งหน้าที่ชื่อแม่ขึ้นบนจอ กดรับได้โดยไม่ต้องกลั้นใจ เริ่มจากวางระบบ 3 บัญชีในเล่มนี้ก่อนเงินเดือนงวดหน้า
🧭 เล่มนี้เน้นอะไร
ลักษณะของเนื้อหา ไม่ใช่คะแนนคุณภาพ
- ใช้จริง
- ความง่าย
- กลยุทธ์
- รู้ทันความเสี่ยง
- มองระยะยาว
- เชิงเทคนิค
แต่ละด้านหมายถึงอะไร?
แถบนี้บอกว่าหนังสือเล่มนี้ให้น้ำหนักกับเรื่องไหนมากหรือน้อย เพื่อช่วยเลือกเล่มที่ตรงกับสิ่งที่คุณต้องการ แถบสั้นไม่ได้แปลว่าไม่ดี แค่บอกว่าเล่มนี้ไม่ได้เน้นด้านนั้น · ประเมินโดยทีม WealthBalance.co
- ใช้จริง
- — มีขั้นตอนเรื่องเงินที่ลงมือทำได้ทันทีมากแค่ไหน
- ความง่าย
- — เหมาะกับคนที่ไม่มีพื้นฐานการเงินแค่ไหน — ค่าต่ำคือเหมาะกับคนมีพื้นฐานแล้ว
- กลยุทธ์
- — สัดส่วนเนื้อหาเรื่องการวางแผนและตัดสินใจทางการเงินเชิงกลยุทธ์
- รู้ทันความเสี่ยง
- — พูดถึงความเสี่ยง กับดัก และการป้องกันความเสียหายมากแค่ไหน
- มองระยะยาว
- — เน้นการสร้างความมั่งคั่งระยะยาวมากแค่ไหน เทียบกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
- เชิงเทคนิค
- — ลงรายละเอียดเครื่องมือ ตัวเลข หรือศัพท์การเงินมากแค่ไหน
พร้อมเริ่มต้นแล้ว?
รักได้ไม่ต้องจน เล่ม 1: ลูกกตัญญูที่ไม่จน - เลิกรู้สึกผิดทุกครั้งที่พ่อแม่ขอเงิน วางแผนดูแลท่านโดยไม่ทำให้ตัวเองล้ม
โดย นลิน จิรพงษ์ · WealthBalance.co
฿590
📖 อ่านต่อในซีรีส์ รักได้ไม่ต้องจน
📚 หนังสืออื่นในซีรีส์ รักได้ไม่ต้องจน
🔥 คนอ่านเล่มนี้มักอ่านด้วย
หนังสือที่เข้ากันกับ รักได้ไม่ต้องจน เล่ม 1






